insightsocialstudies การเรียนการสอน สังคมศึกษา วิชาที่ถูกลืม….

สังคมศึกษา วิชาที่ถูกลืม….

แม้ปัจจุบันจะเริ่มผันตัวเองไปเป็นไกด์แล้ว แต่ก็ยังรักงานสอน และก็ยังทำประกอบกันไปกับการเป็นไกด์ ความรู้สึกที่ชอบเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมตั้งแต่เด็ก จึงหล่อหลอมให้พัฒนาสู่อาชีพทั้งสองในปัจจุบัน แต่ก็ยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาเพิ่มเติมกรณีที่เริ่มมองอาชีพไกด์เป็นตัวเสริมกับงานครู คือ จริงๆ ภาษาเนี่ยก็ไม่ได้เกลียดหรอก แต่เรียนทีไรก็ไม่ได้ดีซักที… อาจเป็นเพราะมีโอกาสในการใช้น้อยครับ

เขียนผ่านไป 1 ย่อหน้า สิ่งที่อยากจะเล่าก็คือ เรื่องราวเกี่ยวกับงานที่ผู้เขียนทำอยู่ ซึ่งก็คือ การเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษา นั่นเอง จากประสบการณ์ที่สอนในโรงเรียนถึง 3 ที่ และสอนพิเศษทั่วไปอีก มีสิ่งที่เหมือนๆ กันอย่างหนึ่ง คือ

วิชาสังคมศึกษามักเป็นวิชาที่ถูกลืมหรือให้ความสำคัญน้อยมาก”

แม้จะถูกกำหนดเป็น 5 วิชาหลัก ไปด้วยกันกับวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาทั้งประถมและมัธยม แต่พอลำดับจริงๆ กลับเป็นว่า วิชานี้รั้งท้ายในแง่ความสำคัญ คนส่วนใหญ่จะมองเพียงว่าเป็นวิชาท่องจำ ไม่เห็นต้องเรียนไรเยอะ แค่เด็กท่องทุกวันเดี๋ยวก็ได้

แต่เอ๋….จริงๆ มันใช่หรือ? 

เอาเป็นว่าผู้เขียนขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านก่อนละกันว่าวิชานี้มันมีเนื้อหาอะไรบ้าง ซึ่งถ้าผู้อ่านทราบตรงนี้แล้วก็จะเข้าใจทันทีว่าความจริงวิชานี้มันไม่ได้ง่ายเลย ถ้าเรียนลึกกันจริงๆ และก็ไม่ใช่เน้นที่การท่องจำอย่างเดียวแบบที่คนส่วนใหญ่คิดเสียด้วยสิ ปัจจุบันเนื้อหาในวิชาสังคมศึกษาประกอบด้วย 5 บทใหญ่ คือ ศาสนา (ค่อนข้างเน้นพุทธศาสนา) หน้าที่พลเมือง (มี 3 เนื้อหาย่อยถ้ามองเชิงสังคมศาสตร์ คือ สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์) เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ อาจจะจริงหรือถูกที่ว่า วิชานี้มีเนื้อหาเยอะมาก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นวิชาที่ต้องท่องจำอย่างเดียว คือ 

มองกันจริงๆ มันสำคัญมากเลยนะ สำหรับการที่เด็กประถม มัธยม จะต้องเรียนวิชานี้เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันรวมถึงในอนาคตของพวกเขาได้ แต่สิ่งที่พูดมาจะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง หากว่าการเรียนการสอนที่เป็นอยู่เน้นเพียงให้เด็กจำในสิ่งที่เรียนให้ได้ โดยไม่ฝึกให้พวกเขาได้คิดวิเคราะห์ประกอบกันไป “

ประสบการณ์ที่เคยสอนมา บอกให้ผู้เขียนทราบว่าครูที่สอนวิชานี้ส่วนใหญ่จะเน้นเพียงให้เด็กทำใบงาน ทำรายงานซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นใช้อากู๋ (Google) ลอกมาส่งๆ นั่นเอง แล้วครูก็ติ๊กๆ ผ่านๆ ไป คือ มีเหมือนกันที่สั่งงานดีๆ แต่ส่วนใหญ่เห็นน้อยถึงน้อยมากครับ

หนังสือนำเที่ยวที่ผู้เขียนเคยให้เด็กนักเรียน ม.3 ทำ

อย่างผู้เขียนเคยสั่งให้เด็กที่เรียนในเนื้อหาประวัติศาสตร์กับผู้เขียนทำหนังสือนำเที่ยวโดยต้องไปเรียนรู้จากพื้นที่จริงแล้วถ่ายรูปมาติดในหนังสือนำเที่ยวนั้น เพราะข้อจำกัดในด้านเวลา ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะขอพาเด็กออกนอกสถานที่ แต่สุดท้ายเป็นไง โดนเขม่นจากครูรุ่นพี่อีก ที่พูดมายืดยาวนี่ไม่ใช่อยากจะบ่นหรอกครับ แต่อยากแชร์เรื่องราวให้หลายคนที่อาจจะไม่ได้อยู่ในวงการนี้ได้รับรู้ และในบทความต่อๆ ไป ผู้เขียนจะแชร์เรื่องราวเนื้อหาของวิชาสังคมศึกษาออกมาอีกเรื่อยๆ อย่างน้อยหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และเข้าใจถึงความสำคัญของวิชาจนสามารถนำไปใช้ได้ครับ ไม่จำกัดเฉพาะแค่เด็กนักเรียนนะ คนทั่วไปสามารถอ่านได้ครับ เพราะสังคมศึกษามันก็คือเรื่องราวที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันนั่นเองครับ….

เพราะสังคมศึกษามันก็คือเรื่องราวที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันนั่นเองครับ….

If you like, please share this!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Post

ถึงเวลาที่เราต้องปรับการเรียนรู้สังคมศึกษาอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?ถึงเวลาที่เราต้องปรับการเรียนรู้สังคมศึกษาอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?

ครั้งที่แล้วได้พูดถึงภาพรวมของการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา รวมถึงปัญหาจากการเรียนการสอนวิชานี้ในประเทศไทยไปคร่าวๆ ซึ่งสรุปได้ง่ายๆ คือ เนื้อหามาก เน้นจำ การให้ความสำคัญต่อวิชานี้ในสังคมไทยนั้นยังถือว่าต่ำมากถึงมากที่สุด แม้หลายคนจะเห็นความสำคัญอยู่บ้าง แต่การที่จะหาใครสักคนเข้ามาเปลี่ยนดูเหมือนจะยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยทีเดียว ในครั้งนี้จึงอยากให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความสำคัญของวิชานี้ รวมถึงวิธีที่ผู้เขียนอยากเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อให้สังคมไทยของเราได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยเมื่อเราพูดถึงความสำคัญของวิชาสังคมศึกษา เราสามารถมองได้ทั้งในระดับของตัวผู้ศึกษาเอง และสังคมโดยรวม ในฐานะที่ผู้เขียนผ่านการเรียนในสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษามา เค้าจะบอกว่าเป้าหมายหรือความสำคัญสูงสุดของวิชานี้ คือ การทำให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม อย่างไรก็ตามหากเราตีความคำๆ นี้ดีๆ จะเห็นได้ว่ามันตีความได้ 2 แบบ แบบแรกคือเป็นพลเมืองดีในแบบที่รัฐต้องการหรืออยากให้เป็น แบบที่สองคือการเป็นพลเมืองที่ดีที่สามารถนำพาไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและการพัฒนาประเทศได้ในอนาคต แน่นอนว่า…การตีความในแบบที่สองย่อมดีกว่าแบบแรก เพราะนั่นหมายความว่าผู้เรียนจะสามารถจดจำ คิดวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ตนเรียนมาสู่ชีวิตของพวกเขาได้ แต่ถ้าถามว่า….ที่ผ่านมาการศึกษาวิชานี้ในบ้านเรา มันไปตอบโจทย์ความหมายของพลเมืองดีในการตีความแบบที่สองไหม? คำตอบคงมีชัดเจนแล้วจากในบทความแรกที่ผู้เขียนได้กล่าวไป